Justin Drew Bieber

posted on 03 Sep 2011 22:06 by armvegas
         
 
                                    
 
         
Birth Name : Justin Drew Bieber
Nick Name : Justin, Bieber, The Biebs, JBiebz, JB
Born : March 1, 1994, Canada
Mother : Pattie Mallette
Father : Jeremy Bieber
Occupation : Singer
Label : Island, RBMG
Manager : Scooter Braun
 
             Justin Bieber is a Canadian pop-R&B singer. He was born on March 1, 1994 in London, Ontario and was raised in Stratford, Ontario, CANADA. Justin Bieber’s mother, Pattie Mallette, was 18 years old when she became pregnant with her son. Mallette, who worked a series of low-paying office jobs, raised Justin Bieber as a single mother in low-income housing. However, Justin Bieber maintains contact with his father, Jeremy Bieber, who married another woman and had two children. Justin Bieber’s paternal great-grandfather was a German immigrant to Canada.
 
 
            During his childhood, Justin Bieber was interested in hockey, soccer, and chess; he often kept his musical aspirations to himself. As he grew, Bieber taught himself to play the piano, drums, guitar, and trumpet.
 
   
                         
 
 
            Justin Bieber has been nominated and awarded numerous accolades over the past few years, winning Artist of the Year at the 2010 American Music Awards, and being nominated for Best New Artist and Best Pop Vocal Album at the 53rd Grammy Awards, among others. Bieber is considered a teen idol, and has been subject to acclaim from fans, as well as criticism and controversy from matters concerning his popularity and image.                  
 
 
          
 
             In early 2007, when he was 12, Justin Bieber sang Ne-Yo’s “So Sick” for a local singing competition in Stratford and placed second. Mallette posted a video of the performance on YouTube for their family and friends to see. She continued to upload videos of Bieber singing covers of various R&B songs, and Justin Bieber’s popularity on Youtube grew.
          
           
 
 
             In 2008, Justin Bieber was discovered by Scooter Braun, who happened to come across Bieber’s videos on YouTube and later became his manager. Braun arranged for him to meet with Usher in Atlanta, Georgia, and Bieber was soon signed to Raymond Braun Media Group (RBMG), a joint venture between Braun and Usher, and then to a recording contract with Island Records offered by L.A. Reid.
 
             His debut single, “One Time”, released worldwide in 2009, charted in the top 30 in over ten countries. His debut release, My World, followed on November 17, 2009, and was eventually certified platinum in the United States. Justin Bieber became the first artist to have seven songs from a debut album chart on the Billboard Hot 100.
 
             His “My World 2.0″ was released on March 23, 2010 and has since received similar success; it debuted at number one and within the top ten of several countries and was certified platinum in the United States.
 
 
               
 
 
             Today, Justin Bieber has become one of the biggest names in the music industry. He had collaborated with many other singers, such as Chris Brown, Will.i.am from the Black Eyed Peas, Sean Kingston, and more. Justin Bieber had received several awards. At the 2011 Teen Choice Awards, he received four awards for being the top male hottie, choice male music artist, and others. Recently, he had also received the Best Male Video award at 2011 MTV Video Music Awards for his “U Smile” video. The music video defeated other music videos from Eminem, Cee Lo Green, Kanye West, and Bruno Mars.

 

 
        
 
 
             The fact that Justin Bieber became really famous in a very young age drew lots of attention. Celebrities who have gone through the same thing when they were younger such as Justin Timberlake offered some advice to the young pop star. However, it seems that Justin Bieber doesn’t really need their advice. Compared to other young stars, Justin Bieber is very down to earth. We have never heard of him doing crazy things like most other young stars do. This is probably because he receives continuous support from his family and friends. Justin Bieber is also very religious. During his speech at the 2011 MTV Video Music Awards, for example, Justin Bieber said that he managed to be in his position because of God.

 

 MTV Video Music Awards 2011
 

 

  omfg, he won the Best Male Video award at the 2011 MTV Video Music Awards!!! I'm so proud of him :)
 
 
             Justin Bieber is currently on top of the list of the richest teen stars. In 2010, the young pop star earned $50.74 million. We can be sure that Justin Bieber’s wealth will continue to grow, because his “Someday” fragrance was sold like hot cakes, and it broke a record for celebrity perfume launch at Macy’s. We must not forget that Justin Bieber also have lots of other merchandise in the market, such as the singing tooth brush, nail polish, etc
             The greatest thing about Justin Bieber is that he always willing to help good causes. He had worked with Pencil of Promise, a non-profit organization that builds schools in developing countries. The young pop star is often involved in much simpler charities, like when Justin Bieber’s sneakers were auctioned off to support an ovarian cancer charity.
 
         
 
 THE OFFICIAL "SOMEDAY" FRAGRANCE PERFUME BY JUSTIN BIEBER COMMERCIAL 
  
 
TEACHER!!! >> P.S. it hasn't finished yet
 

คำถามทบทวน

posted on 20 Aug 2011 21:03 by armvegas
 
1.มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร
ตอบ มัลติมีเดีย คือ การนำเสนอข้อมูลหลายๆรูปแบบ พร้อมๆกัน เพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจของผู้รับข้อมูล มัลติมีเดียเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูล คือ การสร้างงานนำเสนอประเภทมัลติมีเดีย ปัจจุบันมีการนำเสนองานในรูปแบบมัลติมีเดียอย่างหลากหลาย
 
2.การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร
ตอบ การนำเสนอผ่านเว็บไซต์สามารถส่งถึงผู้รับได้เร็วกว่า แบบเอกสารสิ่งพิมพ์พิมพ์ มีความคงทนไม่สูญหาย สลายเหมือนกับเอกสารสิ่งพิมพ์ และสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขดัดแปลงได้ง่าย
 
3.Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง
ตอบ สามารถนำเสนอได้หลายรูปแบบ ทั้งการพิมพ์เป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ มัลติมีเดีย และการสร้างจุดเชื่อมโยงและอัปโหลดข้อมูลไว้บนอินเทอร์เน็ตในรูปแบบของเว็บไซต์
 
4.การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft PowerPoint แตกต่างกันอย่างไร
ตอบ แตกต่างกันคือ เชื่อมโยงภายในจะส้รางจุดเชื่อมโยงไปยังจุดอื่นๆ หรือไปยังภาพนิ่งอื่นๆ ในไฟล์เดียวกัน ส่วนการเชื่อมโยงภายนอก เป็นการเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆ นอกไฟล์งานนำเสนอ
 
5.นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง
ตอบ นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลอีก คือ จอทีวี จอโปรเจคเตอร์ จอมอนิเตอร์
 
6.นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุดเพราะเหตุใด
ตอบ แบบมัลติมีเดีย เพราะ นำเสนอได้หลายรูปแบบ เช่น ตัวหนังสือ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น และสามารถนำไปใช้ร่วมกับการนำเสนอในรูปแบบอื่นๆ ได้ เช่น ภาพยนตร์ เกม เว็บไซต์
 
7.การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร
ตอบ คลิกขวาบริเวณที่ว่างแล้วเลือกภาพนิ่ง จากนั้นเลือกใช้แม่แบบที่เราต้องการ
 
8.การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด
ตอบ สามารถทำได้โดย คลิกเลือกกล่องข้อความ หรือวัตถุที่ต้องการให้เคลื่อนไหว แล้ว2คลิกขวาเลือกการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง จากนั้นเลือกลักษณะพิเศษ แล้วตั้งค่าการเคลื่อนไหวตามต้องการ
 
9.ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม
ตอบ Microsoft PowerPoint , Microsoft Publisher, Movie Maker
 
10.ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่อย่างไร
ตอบ ได้ โดยการนำเสนอในรูปแบบอื่นที่ไม่ไช่ตัวอักษร เช่น รูป เสียง วีดีโอ หรือใช้โปรแกรมอื่นร่วม
 
11.เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft PowerPoint หรือไม่ อย่างไร
ตอบ ไม่ เพราะ โปรแกรม Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลผ่านทางจอมอนิเตอร์ได้ จึงไม่จำเป็นต้องพิมพ์ข้อมูลออกมาเพื่อนำเสนอ
 
12.Microsoft PowerPoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร
ตอบ ได้ โดยคลิกที่แทบเมนูเลือก Insert หากต้องการแทรกรูปภาพ ให้เลือก รูปภาพจากแฟ้ม , หากต้องการแทรกภาพยนตร์หรือเสียง ให้เลือก ภาพยนตร์และเสียง ถ้าเลือกไฟล์ที่ต้องการแล้วให้คลิก Insert
 
13.การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร
ตอบ เข้าใจง่ายกว่า เนื่องจากข้อมูลมีความชัดเจนกว่า
 
14.การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง
ตอบ จะใช้ซอ์ฟแวร์คือ โปรแกรม Microsoft PowerPoint และฮาดร์แวร์ คือ คอมพิวเตอร์ ลำโพง จอฉาย เป็นต้น
 
15.ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษร รูปภาพหรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน
ตอบ เว็บไซต์, มัลติมีเดีย, Microsoft PowerPoint
 

Computer Programming Language

posted on 11 Jul 2011 19:35 by armvegas
 ภาษาเบสิก (BASIC LANGUAGE)
 

          ภาษาเบสิก (BASIC LANGUAGE) ย่อมาจากคำว่า BASIC ไม่ได้แปลว่าพื้นฐาน หรือเบื้องต้น ตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษแต่คำว่า BASIC เป็นคำย่อ ๆ ซึ่งมาจากคำเต็มๆ โดยนำตัวอักษรตัวแรกมาเขียนเรียงกันซึ่งคำเต็ม ๆ ก็คือBeginner's All-purpose Symbolic Instruction Code โปรแกรมภาษาเบสิกเป็นโปรแกรมภาษาระดับสูง (High Level language) มีการพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1960 โดยศาสตราจารย์จอนห์ เคเมนี (John Kemeny) และศาสตราจารย์โทมัส เคอตซ์ (Thomas Kurtz) แห่งวิทยาลัยดาร์ตเม้าท์ สหรัฐอเมริกา

 
         

         

          การจะสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ตามที่เราต้องการ โดยการใช้โปรแกรมภาษาระดับสูงอย่างภาษาเบสิกในการสั่งเราเรียกว่า การเขียนโปรแกรม ในความหมายของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง การเขียนคำสั่งตั้งแต่ 1 คำสั่งขึ้นไป เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างที่ต้องการ เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้คำสั่งได้ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการเขียนคำสั่งแต่ละคำสั่งต้องอยู่ในรูปแบบ และเป็นไปตามหลักไวยากรณ์

  
ค่าคงที่ (Constants)

ค่าคงที่ หมายถึง ค่าของข้อมูลที่มีค่าแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง ค่าคงที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. ค่าคงที่ที่เป็นจำนวน (Numeric Constants) หมายถึง ค่าคงที่ที่เป็นจำนวนและนำไปใช้ในการคำนวณ จะเป็นจำนวนเต็ม หรือทศนิยมก็ได้
2. ค่าคงที่ทางตรรกศาสตร์ (Logical Constants) หมายถึง ค่าคงที่ที่แสดงถึงความเป็นจริง (True) หรือเท็จ (False) ในภาษาเบสิกสำหรับคอมพิวเตอร์บางระบบกำหนดให้ 1 แทนจริงและ 0 แทนเท็จ
3. ค่าคงที่อักขระ (String Constants) หมายถึง ตังอักษรตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป หรือเป็นตัวเลขปนก็ได้ ตัวอักขระจะเป็นข้อความที่มีความยาวได้ระหว่าง 1 ถึง 255 ตัวอักษร การเขียนค่าคงที่อักขระจะต้องอยู่ภายในเครื่องหมายคำพูดเสมอ

 
 
ตัวแปร (Variables)
ตัวแปร หมายถึง ชื่อที่ผู้เขียนโปรแกรมกำหนดขึ้นเพื่อใช้เก็บหรือแทนข้อมูล ตัวแปรจึงเป็นเสมือนชื่อกล่องที่เก็บข้อมูล การตั้งชื่อตัวแปรจะเป็นตัวอักษรทั้งหมดหรือมีตัวเลขปนก็ได้ แต่ละตัวแปรจะต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเสมอ เช่น NAME SCORE X3
          การตั้งชื่อตัวแปรควรตั้งชื่อให้สื่อความหมายเพื่อผู้ใช้จะได้เข้าใจง่าย ตัวแปรแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1. ตัวแปรจำนวน (Numeric Variables) คือบอกให้รู้ว่าข้อมูลที่เก็บอยู่เป็นจำนวน
2. ตัวแปรอักขระ (String Variables) คือ ตัวแปรที่จะบอกให้รู้ว่าเก็บข้อมูลอยู่ในรูปตัวอักษรหรือข้อความต่าง ๆ เช่น ชื่อบ้านเลขที่ จะต้องปิดท้ายด้วยเครื่องหมาย $ เช่น NAME$ ADDRESS$

          โอเปอเรชั่นในการคำนวณ การเปรียบเทียบและตรรกศาสตร์ ในการที่จะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำการคำนวณหรือเปรียบเทียบนั้น จะต้องมีสัญลักษณ์แทนโอเปอเรชั่นต่าง ๆ เพื่อบอกคอมพิวเตอร์ว่าเป็นการคำนวณ หรือ การเปรียบเทียบ ดังนี้

1. สัญลักษณ์ในการคำนวณ ซึ่งจะใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ได้แก่     

สัญลักษณ์

ความหมาย  

ตัวอย่าง

+

บวก

A+B

-

ลบ

145-45

*

คูณ

6*9

/

หาร

120/12

^

ยกกำลัง

Y^3

          สำหรับเครื่องหมายบวก เราสามารถใช้เครื่องหมายบวกในการเชื่อมค่าคงที่ ที่เป็นอักขระหรือ ตัวแปรอักขระก็ได้ ซึ่งจะหมายถึงการให้นำตัวอักขระหรือค่าที่เก็บในตัวแปรอักขระมาต่อกัน เช่น “GOOD”+”MORNING”,A$+B$
 

2. สัญลักษณ์แสดงการเปรียบเทียบ ใช้เปรียบเทียบจำนวนและเปรียบเทียบอักขระ

สัญลักษณ์

ความหมาย  

ตัวอย่าง

=

เท่ากับ

X=Y

น้อยกว่า

“ANT”>”BOY”

มากกว่า

SCORE>80

<=

น้อยกว่าหรือเท่ากับ

IQ<=40

>=

มากกว่าหรือเท่ากับ

PERCENT>=90

<>หรือ ><

ไม่เท่ากับ

X<>0

 

3. สัญลักษณ์ตรรกศาสตร์

สัญลักษณ์

ความหมาย  

ตัวอย่าง

NOT

ไม่ใช่

NOT A(ถ้า A เป็นจริง (-1) ก็จะกลับเป็น 0 คือ เท็จ)

AND

และ

X AND Y (จะเป็นจริงเมื่อ XและY เป็นจริงทั้งคู่)

OR

หรือ

A OR B(OR จะเป็นจริง ถ้าจริงเพียงกรณีเดียว)

 

ขั้นตอนการทำงานของโอเปอเรชั่น
          เนื่องจากสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในนิพจน์มีลำดับขั้นในการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนั้น เมื่อเขียนนิพจน์จะต้องทราบว่า สัญลักษณ์ใดทำงานก่อนหรือหลัง ผลการคำนวณจึงจะออกมาถูกต้อง
สัญลักษณ์คำนวณมีลำดับในการทำงาน ดังนี้
      ลำดับที่ 1 วงเล็บ ( )
      ลำดับที่ 2 ยกกำลัง ^
      ลำดับที่ 3 คูณและหาร *,/
      ลำดับที่ 4 บวกและลบ +,-

ตัวอย่างที่ 1.1    5 + 2 – 3 - 2  มีลำดับการทำงานดังนี้
      ขั้นที่ 1    7 – 3 - 2
      ขั้นที่ 2    4 - 2
      ขั้นที่ 3    2

ตัวอย่างที่ 1.2    5 / 2 - 3.5 * 2 - 3 มีลำดับการทำงานดังนี้
      ขั้นที่ 1   2.5 - 3.5 * 2 - 3
      ขั้นที่ 2   2.5 – 7 - 3
      ขั้นที่ 3   -4.5 - 3
      ขั้นที่ 4   -7.5

ตัวอย่างที่ 1.3   จงหาผลลัพธ์ของ 16 / 2 * 4 – 3 ^ 2 + 10
เครื่องจะคำนวณตามลำดับดังนี้
      1. 16 / 2 * 4 – 3 ^ 2 + 10   จะคำนวณ 3^2 =9
      2. 16 / 2 * 4 – 9 + 10         จะคำนวณ 16/2 =8
      3. 8 * 4 – 9 + 10                 จะคำนวณ 8*4 =32
      4. 32 – 9 + 10                    จะคำนวณ 32-9 =23
      5. 23 + 10                          จะคำนวณ 23+10 =33